วิธีการเลือกกองทุนรวมสำหรับคนวัยทำงาน 

วิธีการเลือกกองทุนรวมสำหรับคนวัยทำงาน 

ความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน การเลือกลงทุนในกองทุนรวมจึงเป็นวิธีที่คนทำงานส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพื่อนำไปสู่หนทางของการได้รับอิสรภาพทางการเงินในอนาคต

กองทุนรวม คือ การระดมเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อย เพื่อไปลงทุนในการดำเนินธุรกิจ ลงทุนในสินค้าการเงินหรือทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยแทนที่นักลงทุนจะเป็นผู้จัดการบริหารเงินลงทุนเหล่านี้ด้วยตัวเอง ก็จะให้ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน เป็นผู้ตัดสินใจบริหารเงินลงทุนแทน วิธีการลงทุนแบบนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ขาดประสบการณ์ในการลงทุนหรือมือใหม่หัดลงทุน นักลงทุนก็แค่นำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนที่สนใจตามนโยบายที่ประกาศไว้ โดยเฉพาะคนทำงานที่มีงานประจำ อาจจะไม่สะดวกที่จะติดตามการลงทุนในหุ้นเหมือนเช่นคนอื่น การลงทุนในกองทุนรวม จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับคนทำงานอยู่ไม่น้อย

กองทุนรวมมีให้เลือกลงทุนมีค่อนข้างหลากหลาย แน่นอนนักลงทุนทุกรายย่อมคาดหวังการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดี แต่กฎของการลงทุน 1 ข้อที่ทุกท่านทราบ คือ “การลงทุนคือความเสี่ยง” หากนักลงทุนคาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนสูง ก็ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงของการขาดทุน หรือการที่เงินต้นอาจจะสูญมากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่จะให้คำตอบแก่ท่านได้ดีว่าควรจะลงทุนในกองทุนรวมใด จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของท่านในการรับความเสี่ยงของการลงทุน แล้วจึงเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงเหมาะสมกับตนเอง

โดยทั่วไปแล้วคนวัยทำงานสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้สูง เพื่อแลกกับความคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่า และสูงมากกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) จึงเลือกที่จะลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ความคาดหวังผลตอบแทนที่สูง เช่น การลงทุนในสัดส่วนของตราสารทุนต่อตราสารหนี้ 70:30 หรือเลือกกองทุนรวมที่เป็นการลงทุนในตราสารทุน 100% เพราะคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้หรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารทั่วไป เนื่องจากคนวัยทำงานยังเป็นวัยที่มีความสามารถในการหารายได้อยู่ จึงทำให้ฟื้นตัวได้ไม่ยากมาก และผลตอบแทนของการลงทุนในช่วงขาขึ้นก็สวยงามเช่นกัน

นอกจากการลงทุนในกองทุนรวมที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไปแล้ว ยังมีกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งที่พิเศษกว่ากองทุนประเภทอื่น คือ กองทุน LTF และ RMF กองทุน 2 ประเภทนี้ที่รัฐบาลกำหนดให้นักลงทุนสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีได้ในปีที่คุณซื้อหน่วยลงทุน ความแตกต่างของกองทุนรวมทั้งสองนี้ คือ

กองทุนแบบ LTF จะเป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะสั้น เน้นผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีมากกว่า มีเงื่อนไขระยะเวลาของการลงทุนที่นักลงทุนต้องถือครองเป็นระยะเวลา 7 ปีปฏิทิน จึงจะสามารถขายหน่วยลงทุนที่ซื้อได้ เช่น ถ้าคุณซื้อหน่วยลงทุนในปี 2561 คุณต้องถือครองหน่วยลงทุนไปจนถึงต้นปี 2567 จึงจะสามารถขายได้ ทั้งนี้คุณอาจจะถือครองต่อไปเพื่อเก็งกำไรต่อหรือจะขายเลยก็ได้เช่นกัน เงินลงทุนขั้นต่ำไม่มีกำหนดเหมือนเช่นกองทุน RMF เงื่อนไขการซื้อคือ ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

ส่วนกองทุนแบบ RMF เป็นกองทุนที่คล้ายกับการออมทรัพย์ กล่าวคือเป็นการลงทุนที่ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ก่อนจนกว่าจะมีอายุ 55 ปี และก่อนครบ 5 ปี โดยต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี อาจจะเว้นช่วงได้ไม่เกิน 1 ปี ติดต่อกัน และต้องลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม อีกทั้งจำกัดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 5,000 บาท หรือ 3% ของรายได้ พิจารณาค่าใดค่าหนึ่งที่มีค่าต่ำกว่า จึงทำให้กองทุนแบบหลังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เพราะเข้าใจว่าต้องถือครองเป็นระยะเวลานาน แต่จริง ๆ แล้ว กองทุน RMF ถือว่าเป็นกองทุนที่ควรมีไว้ เพื่อใช้เป็นเงินยามเกษียณนั่นเอง
 

ซึ่งทั้งสองกองทุนนี้สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีต่อปี แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
 

                อย่างไรก็ตามการลงทุนในกองทุนรวมนั้นแม้จะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องเรียนรู้ นักลงทุนจึงควรคำนึงถึงหลักการกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) ให้เหมาะสมกับฐานะ และความสามารถในการหารายได้ ประกอบกับขีดจำกัดความเสี่ยงของแต่ละคน และหากยังไม่เข้าใจกองทุนรวมที่ดีมากพอก็ ใช้เวลาในการศึกษากองทุนนั้น ๆ ให้มากขึ้น ค่อย ๆ เรียนรู้ แค่นี้จากนักลงทุนสมัครเล่น จนก้าวมาสู่นักลงทุนอย่างมืออาชีพได้ในไม่ช้า


Keywords :