นอนกรน...เรื่องใหญ่ของเจ้าตัวน้อย


          เสียงกรนฟี้ ๆ ของลูกน้อย อาจจะเป็นเรื่องน่ารักน่าชังของคุณแม่บางคน ที่คิดว่า

ลูกนอนสบายจนระบายความสุขออกมาเป็นเสียงกรน แต่เมื่อไหร่ก็ตามหากเจ้าตัวเล็กเริ่ม

กรนเสียงดังขึ้น คุณแม่ควรกังวลได้แล้ว เพราะภาวะนอนกกรนในเจ้าตัวเล็กส่งผลโดยตรง

ต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกาย และสติปัญญาของลูก และหากมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ

ร่วมด้วยงานนี้อาจมีอันตรายถึงชีวิตค่ะ

ลูกน้อยนอนกรนเกิดจากอะไร

          เด็กนอนกรนส่วนใหญ่จะพบในช่วงที่ลูกเริ่มโตตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เนื่องจากต่อมน้ำเหลือง

รวมถึงต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โตขึ้น ส่งผลให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจจนเกิด

เสียงกรน นอกจากนี้ภาวะนอนกรนของเจ้าตัวเล็กอาจเกิดจาก

  • โรคภูมิแพ้
  • โรคระบบทางเดินหายใจ
  • ลูกน้อยมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน เจ้าตัวเล็กที่อ้วนเกินไปจะมีไขมันรอบคอเยอะ เมื่อหลับ

กล้ามเนื้อเกิดหย่อนตัว ไขมันไปกดทับทางเดินหายใจมากส่งผลให้นอนกรน

  • ครอบครัวมีประวัติโรคนอนกรน


นอนกรน…ภัยร้ายยามหลับ

          การที่เจ้าตัวเล็กนอนกรนส่งผลต่อการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ หลับไม่สนิท หลับไม่ลึก

ทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย เพราะจะมีผล

ต่อการหลั่ง Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กที่จะหลั่งออก

มาในตอนหลับสนิทกลางดึกเท่านั้น

          การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพที่เกิดจากการนอนกรนทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาลูกน้อยจะไม่สดชื่น

กระปรี้กระเปร่า อ่อนเพลีย งัวเงีย อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการเรียนรู้ สมาธิสั้น ความจำไม่ดี

ก้าวร้าว ซนกว่าปกติ

          หากลูกน้อยมีอาการกรนและมีอาการหยุดหายใจร่วมด้วยยิ่งต้องระวัง เพราะการหยุดหายใจ

ตอนหลับส่งผลให้ออกซิเจนในเลือดลดลง หัวใจจึงทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย หาก

คุณแม่ปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นนาน ๆ ลูกน้อยจะมีอาการหัวใจโต และอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะหัวใจ

ล้มเหลวเสียชีวิตได้

          การนอนกรนจะรบกวนการนอนของเจ้าตัวเล็ก ทำให้ลูกน้อยมีอาการต่าง ๆ เข้ามาเป็นอุปสรรค

การนอนหลับไม่ว่าจะเป็น ปวดปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะรดที่นอน นอนหลับไม่สนิท นอนดิ้น

ผวาตื่น หรือฝันร้ายง่าย

          การนอนกรนทำให้ลูกอ้าปากเวลานอน เพราะต่อมอะดีนอยด์โต ทำให้กระดูกเพดานปากโก่งสูง

ส่งผลอาจทำให้ฟันหน้ายื่นผิดรูป (ฟันเหยิน) สาเหตุเพราะเจ้าตัวเล็กที่นอนกรนจะหายใจเข้าออกผ่าน

ทางปากมากกว่าการหายใจเข้าออกผ่านช่องทางปกติคือจมูก

แก้ปัญหาลูกนอนกรน

          เบื้องต้นคุณแม่ควรดูแลสภาพแวดล้อมในห้องนอนของเจ้าตัวเล็กว่าขัดขวางสุขลักษณะการ

นอนที่มีคุณภาพหรือเปล่า เช่น อากาศไม่ถ่ายเท มีแสงสว่างส่องตาลูก อากาศร้อนหรือหนาวเกินไป

มีอะไรมาปิดทับการหายใจ (เช่น หมอน ผ้าห่ม) ของลูกหรือเปล่า

          เช็กดูว่าลูกน้อยมีน้ำมูกหรือเปล่า บางครั้งเจ้าตัวเล็กป่วยเป็นหวัด น้ำมูกก็เป็นอุปสรรคต่อการ

นอน ทำให้เกิดอาการกรนได้ หากเป็นสาเหตุนี้คุณแม่ก็จัดการเจ้าน้ำมูกตัวร้ายซะเลยค่ะ

          การแก้ปัญหาเบื้องต้น ให้ลองจับลูกนอนตะแคงเพราะจะทำให้อาการนอนกรนของลูกลดลงได้

 

แนวทางการรักษาทางการแพทย์ 

          คุณหมอจะตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุที่เด็กนอนกรน เช่น ต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์โต

ผิดปกติ หรือจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้หรือไม่ แล้วรักษาตามอาการ

          ส่วนอาการหยุดหายใจขณะหลับ คุณหมอจะทำการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อดูว่ามี

อาการหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่

          หากลูกน้อยนอนกรน คุณแม่ไม่ควรมองข้ามนะคะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลต่อ

พัฒนาการของเจ้าตัวเล็ก ควรพาไปปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุดค่ะ

จับตาแบบนี้อันตราย 

  • หลับแล้วมีเสียงกรนดังและเป็นประจำ
  • เสียงกรนขาด ๆ หาย ๆ หายใจเฮือกเหมือนขาดอากาศ
  • กรนร่วมกับอาการหยุดหายใจ หน้าอกไม่ขยับขึ้นลง
  • ตอนหลับรอบปากเขียวหรือริมฝีปากคล้ำ
  • เวลานอนหายใจอกบุ๋ม ท้องโป่ง
  • กลางวันเจ้าตัวเล็กงัวเงีย ง่วงนอนผิดปกติ ขี้หงุดหงิด ซนมาก สมาธิสั้น


          หากภาวะนอนกรนของลูกเริ่มทำให้เจ้าตัวเล็กมีอาการเข้าข่ายข้างต้น อาจเป็นไปได้ว่าเริ่มมี

ความผิดปกติจนอาจเกิดอันตรายแล้ว ควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ

 

ขอขอบคุณ  :  http://www.rakluke.com/article/6/26/2021/%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%

99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8

%8D%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%

B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2