แผนชลประทาน 2560

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าแผนแม่บทพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มพื้นชลประทานช่วง 5 ปีนี้ ตั้งเป้าเพิ่มอีก10 ล้านไร่ จากปัจจุบันมีพื้นที่ชลประทาน 30 ล้านไร่ ตามนโยบายของรัฐบาลเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้รวม 40 ล้านไร่ ภายในปี 2564 วางเป้าขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4.35 ล้านไร่ เพิ่มน้ำเก็บกักอีก 4,245 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำแล้งน้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 6.92 ล้านไร่ วางการจัดรูปที่ดินทำระบบน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม ให้ได้อีก 921,351 ไร่

 

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีประชาชนได้รับประโยชน์จากแผนนี้ 2.20 ล้านครัวเรือน ในปี 2560 นี้ เดินหน้าโครงการ 211 แห่ง ถ้าแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 437.73 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 477,965 ไร่ และมีประชาชนได้ใช้น้ำ 96,884 ครัวเรือน ใช้งบลงทุน 6,360.11 ล้านบาท

“ปีที่แล้วเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในระยะเร่งด่วน ได้ทำประตูระบายน้ำเพิ่ม สร้างแก้มลิง วางระบบระบายน้ำ สามารถป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำตามพระราชดำริ พัฒนาการเกษตรให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน โดยการวางแผนการทำงาน 20 ปี ในปี 2564 ก้าวไปสู่องค์กรเสริมพลังใหม่สู่การเปลี่ยนแปลง ปี 2569 สร้างภาคีเครือข่ายและความร่วมมือ ปี 2574 ปฏิรูปแบบกระบวนการงาน และปี 2579 กรมชลประทานจะต้องเป็นองค์กรอัจฉริยะที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการ"

สถานการณ์น้ำแล้งไม่น่าห่วง

นายวรพจน์ วรพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล จ.ตาก กล่าวว่า สถานการณ์น้ำช่วงหน้าแล้งในปีนี้คาดว่าไม่น่าเป็นห่วง เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำใช้การได้มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ 4 เขื่อนหลักในปี 60 มีปริมาณน้ำต้นทุนรวมกันถึง 9,680 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 53.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปี 59 รวม 4 เขื่อนหลักมีปริมาณเพียง 4,200 ล้านลบ.ม. แต่ยังคงต้องร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกับทุกภาคส่วน และรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัดเหมือนเช่นทุกปี

ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์เพาะปลูกข้าวนาปรังรอบสอง ว่า เกินพื้นที่เป้าหมายไปแล้ว 2.8 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูก 6.9 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ปลูกเกินอยู่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด จากแผนข้าวครบวงจร ปี 59/60 กำหนดพื้นที่ปลูก 4 ล้านไร่ จากพื้นที่ปลูกเดิม 9-10 ล้านไร่ ให้ปรับเปลี่ยนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2 ล้านไร่ และพืชอื่น 5 แสนไร่ แต่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายซึ่งคาดว่าปีนี้มีอาจเกินจากเป้า 27 ล้านตันข้าวเปลือก

สั่งรับมือราคาสินค้าเกษตร

ขณะนี้นายกฯ สั่งเร่งทำแผนยุทธศาสตร์รักษาเสถียรภาพด้านราคาและรายได้เกษตรกรมั่นคงในพืชหลัก 5 ชนิด เช่น ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์ม โดยมีปริมาณที่สมดุลกับกลไกตลาดภายในประเทศและตลาดโลก ไม่เกิดปัญหาด้านราคาและไม่กระทบรายได้เกษตรกร จึงต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกันเพื่อเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาล่วงหน้า โดยนำเสนอแผนทั้งหมดให้นายกฯพิจารณาวันที่ 20มี.ค.นี้

"นายกฯ อยากให้เป็นมาตรการยั่งยืนเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ ไม่ใช่มาตามแก้ทุกฤดูกาล และถ้ามีมาตรการใดจำเป็นต้องใช้มาตร 44 ก็ให้หน่วยงานเสนอมา ซึ่งแผนยุทธศาสตร์มีปัจจัยหลายเรื่องที่ต้องมีมาตรการครบทุกด้านโดยเฉพาะปัญหาข้าวที่มีการผลิตเกิน การวางแผนหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นรองรับปริมาณ มาตรการชะลอการขาย มีที่กักเก็บ มาตรการจูงใจเกษตรกร ซึ่งภายในสิ้นเดือนนี้มาตรการที่ชัดเจนจะเสนอมายังผม ก่อนเสนอให้นายกฯ ต่อไป”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ด้านพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แก้ไขปัญหาพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด โดยกระทรวงเกษตรฯดูเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ยาง ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ดูปาล์ม มันสำปะหลัง หลังจากที่แผนข้าวครบวงจร ไม่เป็นตามแผน ควบคุมชาวนาไม่ได้ผลผลิตข้าวล้น และพืชหลักอื่นๆด้วย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าปัญหานี้ต้องแก้ให้จบให้ไปรื้อทั้งหมด จะทำให้แก้เรื่องเสถียรภาพราคาได้ให้ยั่งยืน ไม่ใช่มาแก้ปีต่อปี

 

Cr. ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/740190