เปิดใจรับความจริงเรื่องเพศ สื่อออนไลน์ ไม่ได้มีแต่เรื่องลบ

เป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ องค์การแพธ สนับสนุนโดยกองทุนโลก จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "การรายงานข่าวเรื่องเพศของเยาวชนเพื่อสงเสริมสุขภาวะทางเพศ" เมื่อเร็วๆนี้ ณ คุ้มแม่น้ำท่าจีนหม่อมไฉไล จังหวัดนครปฐม ให้แก่นักข่าวทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ 
  

          จากผลการสำรวจขององค์การแพธ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการยอมรับต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาสำหรับเยาวชนในสถานศึกษาระหว่างเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม 2550 โดยสำรวจความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูหรืออาจารย์ และผู้ปกครองที่เป็นคณะกรรมการสถานศึกษา ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและภูมิภาค จำนวน 2,721 คน 
  

          พบว่าปัญหาในการเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ของเยาวชน จากผลสำรวจเชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากสื่อต่างๆเพื่อนและสังคมรอบข้าง โดยมีความเห็นจากผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ร้อยละ 12.50 ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน ร้อยละ 24.43 ครูหรืออาจารย์ ร้อยละ 31.43 และผู้ปกครองที่เป็นคณะกรรมการสถานศึกษา ร้อยละ 21.05 

นางกษมา สัตยาหุรักษ์ เจ้าหน้าที่โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ องค์การแพธ กล่าวถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นและการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการดูข้อมูลรูปภาพเด็กตบตีกัน หรือการดูคลิปวีดีโออนาจารว่า ถ้าในสิทธิเด็กก็จะมีความกังวลเรื่องกฎหมาย เช่น มีการนำกฎหมายควบคุมร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าหลัง 22.00น. แต่ก็ยังไม่สามารถเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวใช้ได้ผล ประกอบกับผู้ใหญ่จะต้องทำงานอย่างจริงจัง เทคโนโลยีไปเร็วคนตามไม่ทัน เราจะต้องดูข้อดีข้อเสียให้ละเอียด เราไม่มีพื้นที่ๆปลอดภัยให้เด็ก เช่น สวนสาธารณะ ผู้ปกครองเลยให้เด็กเข้าร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แทน เพราะฉะนั้น ทางออกของการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กวัยรุ่นน่าจะเป็นทุกฝ่ายที่ต้องพร้อมใจกันช่วยเหลือเรื่องเหล่านี้ 
  

เจ้าหน้าที่องค์การแพธ กล่าวต่อว่า จากการพูดคุยกับเด็กวัยรุ่นในเรื่องภาพคลิปที่มีการตบตีกันและนำมาเผยแพร่บนสื่ออินเทอร์เน็ต ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเราอยู่ในฐานะคนรับแล้วรู้สึกอย่างไร คำตอบ ที่ได้คือถ้าเป็นการประชาสัมพันธ์ของตัวคนที่นำมาเผยแพร่เอง จะไม่เป็นเรื่องที่แปลก แต่หากคนที่ถูกนำเสนอเป็นเพื่อน เป็นน้อง เป็นญาติ หรือเป็นคนที่เรารู้จัก จะมีความรู้สึกมากกว่า และไม่อยากทำตาม อาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์และมีการคุยกันน้อยไปในห้องเรียน มองเรื่องการถ่ายคลิปว่าเราทำแล้วเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้สนใจในการแพร่กระจาย   

 "เด็กจะไม่รู้ว่าในคอมพิวเตอร์และในอินเทอร์เน็ตมีอะไร ก็เลยต้องหาคำตอบให้ตัวเอง เพราะคนเราต้องเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง เด็กอยากรู้ว่าถ้าทำสิ่งที่ตนเห็นหรือได้รับรู้มาจากในคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตแล้วจะเป็นยังไง แต่เด็กจะไม่รู้ว่าผลของมันคืออะไร จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ในการสั่งสอนหรือบอกเรื่องดังกล่าวโดยที่ไม่ใช่การดุหรือด่าเด็ก" นางกษมากล่าว 
  

          ด้านนายประทีป จุฬาเลิศ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยการอาชีพบางประกง กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตมีส่วนในการเรียนรู้เรื่องเพศมากกว่าสื่ออื่นๆ เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่าย เคยพูดคุยกับอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ที่วิทยาลัยว่าให้อาจารย์ที่สอนคอมพิวเตอร์ลองออกมาจากห้องเรียนแล้วแอบฟังว่าเด็กนักเรียนจะคุยอะไรกันบ้าง ปรากฏว่านักเรียนหญิงส่วนใหญ่จะเปิดเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องเพศ และที่แปลกใจคือเด็กเรียบร้อยก็ให้ความสนใจเรื่องเพศค่อนข้างมากด้วยเช่นกัน 
  

          ขณะที่นางสาววาสนา พรมเสนา ประธานกลุ่มเยาวชนตะขบป่า เครือข่ายเยาวชนต้านเอดส์ประเทศไทย เล่าว่า ตอนแรกไม่ได้คิดว่าอยากทำงานด้านเยาวชนในเรื่องเพศ แต่ตอนที่เข้าร่วมโครงการฯเป็นช่วงที่อยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เลยเข้ารับการอบรม หลังจากนั้น เวลาเพื่อนๆ มีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์หรือตั้งครรภ์ในเวลาเรียนจะเข้ามาขอคำปรึกษา ทำให้ได้คิดว่าตนเองมีคุณค่า ตั้งแต่นั้นก็เข้าร่วมโครงการฯเรื่อยมา 

ประธานกลุ่มเยาวชนตะขบป่า เล่าต่อว่า การเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตของวัยรุ่นมองว่าเป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายอยู่ตรงไหนก็เข้าไปดูได้ แต่ก็มีทั้งเรื่องที่ดีและเสียอยู่ในตัวของมัน เรื่องดีคือ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ส่วนข้อเสียคือเราไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตก็ยังเป็นสื่อที่วัยรุ่นให้ความสนใจมากที่สุดถ้าเราได้นำเสนอเรื่องดีๆผ่านสื่อนี้ ก็มีโอกาสที่จะเข้าถึงวัยรุ่นได้มากกว่าสื่ออื่นๆ  
  

"เคยมีเพื่อนที่หาแฟนจากทางอินเทอร์เน็ต มีการโทรคุยกันแล้วก็นัดเจอกันแต่พอเจอตัวจริงกับสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นบอกเล่าไม่ได้มีการตรงกับความเป็นจริงเลย แต่ว่า 2 คนนั้นก็คบกันได้ เลยมองว่าปัญหาอินเทอร์เน็ตกับการหาคู่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่แย่เสมอไป คนที่สมหวังก็มี" นางสาววาสนากล่าว 
  

อย่างไรก็ตาม จากข่าวต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการคุยกันผ่านโปรแกรมแชทของวัยรุ่น และการหายตัวไปจากการถูกหลอกผ่านเว็บไฮไฟว์ ทำให้สื่ออย่างอินเทอร์เน็ตถูกมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นของสาเหตุ นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ขึ้นโดยง่าย โดยที่ไม่ได้กลั่นกรองถึงสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องที่เกิดขึ้น แม้แต่น้อย 
  

แม้ว่าสังคมส่วนใหญ่ จะมองภาพสื่ออินเทอร์เน็ตในทางลบ แต่ถ้าผู้ใหญ่เปิดใจยอมรับสภาพทางสังคมความคิดของวัยรุ่น แล้วหันหน้าพูดคุยกัน ให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพศ ให้คำปรึกษา รวมไปถึงผลเสียต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย เชื่อว่าวัยรุ่นจะนำกลับไปคิดและตัดสินในการเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ด้วยตัวเอง  เพราะการเปิดใจยอมรับของผู้ใหญ่  จะเป็นจุดเริ่มต้น นำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่ดี ในเรื่องเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น เพียงเท่านี้ ก็เป็นความยุติธรรมที่มอบให้สื่ออินเทอร์เน็ตแล้ว… 

ขอขอบคุณhttps://hilight.kapook.com/view/24698