รูรับแสง (Aperture) คืออะไร?

รูรับแสง (Aperture) คืออะไร?

ในการถ่ายภาพมี 3 สิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อควบคุมกล้องให้ได้ภาพตามที่เราต้องการ คือ รูรับแสง, สปีดชัตเตอร์, ค่าความไวแสง (ISO) ทั้ง 3 สิ่งนี้ต้องสัมพันธ์กัน เพื่อให้ได้ภาพที่มีความสว่างพอดีตามที่ต้องการ การปรับค่าใดค่าหนึ่ง จะมีผลต่อความสว่างของภาพ บทความนี้จะเรียนรู้เรื่อง รูรับแสง ว่าคืออะไร มีผลต่อภาพอย่างไร


กล้องถ่ายรูป ประกอบด้วย กล้องและเลนส์ รูรับแสงจะอยู่ที่เลนส์ เป็นตัวกำหนดให้แสงเข้ามากหรือน้อย เปิดกว้างก็เข้ามาก เปิดแคบก็เข้าน้อย สมัยกล้องฟิล์ม เราจะตั้งค่ารูรับแสงด้วยการหมุนที่เลนส์โดยตรง แต่กล้องดิจิตอลจะตั้งที่ตัวกล้อง แล้วกล้องจะไปสั่งเลนส์อีกที ให้ปรับรูรับแสงไปที่ค่า ตามที่เราตั้งไว้เมื่อกดชัตเตอร์ ปกติเลนส์จะเปิดรูรับแสงกว้างสุด จนกว่าเราจะกดถ่าย ต่างจากเลนส์มือหมุน ที่เราจะเห็นได้เลยว่า รูรับแสงจะลดหรือขยายตามที่เราตั้งค่าเลย

ค่ารูรับแสงจะใช้ตัว f เป็นสัญลักษณ์ และจะมีตัวเลขแทนค่า เช่น f 2.8, f 8, f 16 โดยที่ ตัวเลขน้อย หมายถึงรูรับแสงกว้าง ตัวเลขมาก หมายถึงรูรับแสงแคบ (จำดีๆ นะอย่าสับสน)

รูรับแสง 1รูรับแสง 2
รูรับแสง จะเปิดได้กว้างสุดแตกต่างกันไป ตามเลนส์แต่ละตัว โดยดูได้ที่ตัวเลนส์ จะมีบอกไว้ เช่น

– 24-70 mm f 2.8 คือ รูรับแสงกว้างสุดเท่ากับ f 2.8 ตลอดช่วงซูม

– 70-300 mm f 4-5.6 คือ ที่ 70 mm รูรับแสงเปิดกว้างสุดที่  f 4 และจะเปลี่ยนค่าไปเรื่อยๆ ตามช่วงซูม จนถึง 300 mm รูรับแสงกว้างสุดจะเท่ากับ f 5.6

รูรับแสง 3

ผลที่ได้จากปรับรูรับแสง นอกจากปริมาณแสงที่เข้าสู่กล้องแล้ว จะมีอีกอย่างคือ ช่วงความชัด (depth of field : DOF) หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ชัดลึก ชัดตื้น

– เปิดรูรับแสงกว้าง (f:เลขน้อย) ได้ภาพชัดตื้น

– เปิดรูรับแสงแคบ (f:เลขมาก) ได้ภาพชัดลึก

ทีนี้เราจะมาดูการเปืดรูรับแสง มีความสัมพันธ์กับการชัดลึก-ชัดตื้น

รูรับแสง คืออะไร

รูรับแสง คืออะไร

รูรับแสง คืออะไร

รูรับแสง  (f stop number) หรือเรียกกันอีกอย่างว่า หน้ากล้อง

number คือปริมาณแสงที่ส่งผ่านไปยังเซนเซอร์รับภาพ (Image Sensor) มีหน่วยวัด เป็น F number

 

–  ค่า f stop number ถ้า f stop number มากๆ รูรับแสงจะแคบ ส่วน f stop number น้อยๆ รูรับแสงจะกว้าง โดย  F 2.8 (กว้าง) – F 16 (แคบ)

f number  นั้นจะเพิ่มเป็นขึ้น ( stop ) เช่น  f2.0 ,  f2.8 , f4 ,  f5.6 ,  f8 ,  f11 ,  f16 ,  f22 ในแต่ละขั้นจะทำให้แสงเพิ่มขึ้นเท่าตัว เช่น ค่ารูรับแสง f2 จะให้ปริมาณแสงมากกว่าขนาดรูรับแสง f2.8 อยู่ 1 สตอป มากกว่า f4 อยู่ 2 สตอป หมายความว่ายิ่งเลือกใช้ค่ารูรับแสงมากขึ้น ม่านไดอะแฟรมในตัวเลนส์ก็จะยิ่งหรี่เล็กลง แสงจะผ่านไปยังเซนเซอร์ได้น้อย

 

ค่า  f stop number ยังไม่ได้ทำให้แสงเพิ่มขึ้นอย่างเดียว ยังทำให้ค่า ระยะชัด (Depth of field) เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

ระยะชัดหมายถึงพื้นที่ความคมชัดที่เกิดขึ้นในแนวระนาบขนานกับตัวกล้องหรือ เซนเซอร์รับภาพ ภาพที่มีระยะชัดน้อยเราเรียกภาพนั้นว่า ภาพชัดตื้น แต่ถ้าในภาพมีระยะชัดมากหรือครอบคลุมเกือบทั่วทั้งภาพ เราเรียกภาพลักษณะนี้ว่า ภาพชัดลึก

ปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงกับระยะชัดในภาพคือขนาดรูรับแสงและตำแหน่งโฟกัสภาพ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงขนาดรูรับแสงก่อนเป็นอันดับแรก

การควบคุมระยะชัดในภาพให้มีมากหรือน้อย กำหนดได้ด้วยขนาดรูรับแสง หากเลือกใช้ขนาดรูรับแสงกว้างจะทำให้ช่วงระยะชัดในภาพมีน้อย ตรงกันข้ามขนาดรูรับแสงที่เล็กแคบจะช่วยเพิ่มระยะชัดในภาพให้มีมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากเราถ่ายภาพคนที่อยู่ห่างออกไป 2 เมตร โดยใช้เลนส์ 50 มม.ตำแหน่งโฟกัสภาพคือใบหน้า ถ้าเลือกใช้ขนาดรูรับแสงที่ f2.8 ระยะชัดที่เกิดในภาพจะมีเฉพาะแต่ตัวคนเท่านั้น หมายถึงว่าส่วนอื่นนอกเหนือจากนั้นจะเริ่มพร่าเลือน ยิ่งห่างจากตำแหน่งโฟกัสมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งพร่าเลือนมากยิ่งขึ้น
แต่ถ้าเปลี่ยนขนาดรูรับแสงให้เล็กลงเป็น f5.6 เราจะได้ระยะชัดที่เพิ่มมากขึ้น ตัวคนจะคมชัดทั้งหมดรวมไปถึงสิ่งของที่อยู่ใกล้ในบริเวณนั้นด้วย และถ้าใช้ขนาดรูรับแสงที่เล็กแคบมากๆ เช่นขนาด f16 ระยะชัดในภาพก็จะยิ่งมีมากขึ้นอีก โดยครอบคลุมพื้นที่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของตัวคนเป็นระยะทางมากขึ้น

การถ่ายภาพบางประเภทจำเป็นต้องคุมระยะชัดในภาพให้มีมากพอ เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน เช่นภาพวิว ภาพสถานที่ ขนาดรูรับแสงที่ใช้จึงมักมีขนาดเล็ก โดยมากจะอยู่ในช่วง f8 เป็นต้นไปจนถึง f16 หรือ f22

แต่ กับภาพบางประเภท ระยะชัดเพียงน้อยนิดกลับทำให้ภาพดูดีกว่า เช่นการถ่ายภาพบุคคล หรือภาพพอร์ทเทรต เมื่อเราปล่อยให้สิ่งต่างๆในภาพเลือนหายไปอยู่นอกระยะชัด คนในภาพจะดูลอยเด่นเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น เราอาจเลือกใช้รูรับแสงได้ตั้งแต่ f1.4 ไปจนถึง f5.6 ซึ่งเป็นขนาดรูรับแสงที่ให้ระยะชัดไม่มากนัก เพื่อขจัดส่วนอื่นออกไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะเลือกใช้ขนาดรูรับแสงเท่าใด ขึ้นอยู่กับลักษณะของภาพที่ถ่ายและแนวชอบของช่างภาพแต่ละคนเป็นหลัก ไม่ถือเป็นกฏตายตัวแต่อย่างใด

Cr : Klongdigital.com, http://www.adayscape.com