ทำใม..ต้องรับธรรมะ?

ทำใม..ต้องรับธรรมะ? มาดูกัน

1. เพื่อให้เข้าใจความหมายของ "ชีวิต"
คนเราแต่ละก็ต่างแปลความหมายของ "ชีวิต" แตกต่างกันไป แต่ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าทุกคนในที่นี้ คงจะยอมรับกันได้แล้วว่า ชีวิตในโลกนี้ไม่ใช่จะสุขสบายไปเสียทั้งหมด ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ย่อมมีขึ้นมีลง และเราต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ดีและไม่ดีทั้งหลาย แม้ว่าสำหรับคนที่ร่ำรวย ชีวิตอาจดูสุขสบาย แต่ก็ยังมีทุกข์อีกมากมายที่คนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนั้นแล้ว ในโลกนี้ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ชีวิตมีสภาพเหมือนตกอยู่ในนรก ดังเช่นผู้คนที่ได้รับทุกข์ทรมานเพราะตกเป็นเหยื่อของสงคราม ผู้คนที่กำลังจะอดตายในเอธิโอเปีย อัฟริกา เป็นต้น

      เพราะฉะนั้น ผู้บำเพ็ญธรรม ต้องเข้าใจให้ได้ว่า ความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่คืออะไร?
กุญแจสำคัญ สำหรับการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายก็คือ การตั้ง "ปณิธาน" อันหมายถึง สร้างความมุ่งมั่นขึ้นมา เพื่อให้ตนเองเกิดความแน่วแน่ที่จะพัฒนาปรับปรุงชีวิต และยกระดับจิตสำนึกให้สูงขึ้นไป เป็นหน้าที่ของมนุษย์เองที่จะต้องผลักดันชีวิตและจิตวิญญาณของตนให้สูงขึ้นๆ ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่

 

    2. ค้นพบ "ตัวตน" ที่แท้จริง
ในสภาวะของ "ธรรม" ชีวิตไม่มีอะไรมากไปกว่า การคงอยู่ของกายสังขาร ชีวิตเป็นองค์ประกอบของรูปกาย ความรู้สึก (อารมณ์ ความนึกคิด) และจิตวิญญาณ ในองค์ประกอบ 3 อย่างนี้ จิตวิญญาณเท่านั้นที่มาจาก "พระองค์ธรรมมารดา" ร่างกายเป็นเพียงที่พำนักชั่วคราว เพื่อให้จิตวิญญาณได้มีการแสดงออกถึงความรู้สึกและการกระทำ ในขณะที่จิต คือ แหล่งกำเนิดของความรู้สึกนึกคิด

"จิต" มีความรวดเร็วฉับไว และแยบยลลึกล้ำยิ่งกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ใดๆ ในโลกนี้
"จิต" เป็นผู้ออกคำสั่ง โดยที่มีร่างกายคอยรับใช้ จึงมีคำกล่าวว่า "จิตเป็นาย กายเป็นบ่าว" หากปราศจาก "จิต" เสียแล้ว ร่างกายก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก มันจะเน่าเปื่อยผุพังไปตามสภาพ ก็คือ คนที่ตายแล้วนั่นเอง ดังคำที่พูดว่า "จิตอยู่ คนอยู่ จิตไม่อยู่ คนม้วย"

แท้จริงแล้ว "จิตวิญญาณ" หรือ "จิตใต้สำนึกดั้งเดิม" ของเราบริสุทธิ์เหมือนทารกแรกเกิด แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตใจของเรากลับถูกฉุดกระชากให้ตกต่ำลงไปโดยอิทธิพลของการทำชั่ว จิตสำนึกของเราจึงถูกปกคลุมไปด้วยความอยากที่ผิดๆ และไม่รู้จักพอ เรากลายเป็นคนเสียนิสัย หันหลังให้กับคุณธรรมเพราะการแข่งขันแก่งแย่งชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ฐานะ และอื่นๆ

       ฉะนั้น การที่เราต้องรับรู้ "วิถีธรรม" ก็เพื่อให้รู้จักตัวตนที่แท้จริง และให้รู้ถึงเป้าหมายของชีวิต

      "วิถีอนุตตรธรรม" ทำให้เรารู้ว่า "แท้จริงเราเป็นใคร?" และรู้ถึงหนทางที่จะนำเรากลับคืนไปสู่ "ตัวจริงแท้" ของเรา
        การมารับรู้และศึกษาวิถีธรรม จะบังเกิดคุณประโยชน์แก่ชีวิตเราอย่างมามาย ญาติธรรมทั้งหลายจะถูกตักเดือนให้รู้จักปฏิบัติหน้าที่ตามสถานะของตน ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของ ลูกต่อพ่อแม่ พี่ต่อน้อง สามีต่อภรรยา เพื่อนต่อเพื่อน และประชาชนต่อผู้ปกครอง ญาติธรรมผู้บำเพ็ญ "วิถีธรรม" นี้ จะต้องดำเนินชีวิตไปบนพื้นฐานแห่งมโนธรรมอันบริสุทธิ์สะอาดให้ดีที่สุด

        การดำเนินชีวิตบนเส้นทางแห่ง "วิถีอนุตตรธรรม" จะพัฒนานิสัยที่ดีงามให้แก่ชีวิตและช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคล ต่อสังคมและต่อชาวโลกทั้งมวล จนกระทั่ง เมื่อจิตใจได้พัฒนาไปอยู่ในขั้นสูงแล้ว บุคคลผู้นั้นก็จะประจักษ์แจ้งใน "ชีวิตที่แท้จริง" เขาย่อมสามารถมองทะลุรู้แจ้งแทงตลอดในสรรพสิ่ง

บุคคลผู้นั้น จึงไม่ยึดติดอยู่กับการแสวงหาใดๆ ในโลกอีก เขาเป็นผู้ที่ข้ามเขตของความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็น "อริยะ" ในที่สุด

      สรุป "การสำเร็จธรรม" ก็ต้องเริ่มจากการบำเพ็ญภายในตัวเราออกมานั่นเอง"

      3. เพื่อการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
       ในกระแสชีวิตที่เต็มไปด้วยความดิ้นรนและท้าทาย ความทุกข์ 4 อย่างคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่คนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย แต่ละขั้นตอนของชีวิต เราต้องเผชิญกับความแก่ชรา ความเจ็บปวด ความทุกข์โศก เศร้าหมอง และตายไปในที่สุด ผู้ที่ไม่ได้รับรู้ "วิถีธรรม" ย่อมไม่สามารถพ้นไปจากวัฏฏจักรของการเกิดและตายนี้ไปได้

       การวนเวียนเกิดๆ ตายๆ อยู่อย่างนี้ ไม่ได้ประสบการณ์ที่น่าอภิรมย์เลย โลกนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ดี สำหรับจะอาศัยอยู่ชั่วนิรัจดร พระอริยะเจ้า "ซุ่นจื่อ" ได้กล่าวว่า "เราไม่อยากที่จะเกิด แต่แล้วเราก็พลันต้องเกิด เราไม่ไม่อยากที่จะตาย" 

       เราจำต้องผ่านการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสารอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แม้ว่ามนุษย์จะมีความสามารถสั่งการให้ร่างกายของตนปฏิบัติงานได้ตามคำสั่ง แต่ไม่มีใครจะสามารถควบคุม "ชีวิต" ของตนเองได้ ฉะนั้นหากเราต้องการที่จะออกไปจากวัฏฏจักรแห่งการเกิดการตายจริงๆ แล้ว ทางที่ตรงที่สุดและสัมฤทธิ์ผลที่สุดก็คือ การได้รับถ่ายทอด "วิถีอนุตตรธรรม" แล้วบำเพ็ญตามมโนธรรมสำนึกของเราด้วยใจจริง ผู้บำเพ็ญต้องย้อนระลึกกลับไป ให้หยั่งรู้ถึง "วิถีความเป็นมาของจิต" จึงจะกลับคืนสู่ต้นกำเนิดคือ "นิพพาน" อันเป็นสภาวะแห่งความสุขนิรันดรได้

       การสร้างสมแต่เพียง "บุญ" คือ ความดีเท่านั้น โดยไม่รู้ถึงหลักความจริงในสรรพสิ่ง คือ สัจจธรรม ย่อมไม่สามารถนำเราไปให้พ้นจากวัฏฏสงสารได้ การทำความดีโดยบริจาคทาน ทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวของจะได้มาซึ่ง "เทวสมบัติ" เมื่อเราตายจากโลกนี้ ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นเทวโลก พำนักอยู่เพื่อเสวยสุขจนกว่าจะหมดสิ้นผลบุญของตน

       ท่านขงจื้อได้กล่าวไว้ว่า "เช้าได้รับวิถีธรรม เย็นตายไม่ห่วงเลย"
"สัจจธรรม" คือ หลักของความจริง ไม่ใช่จะหาฟังได้ง่ายๆ เมื่อใดที่คนเราได้รู้ "สัจจธรรม" นี้แล้ว จึงจะตายอย่างสงบ หมดความอาลับอาวรณ์ในชีวิต

       คำกล่าวนี้ ได้ย้ำถึงคุณค่าสูงสุดของสัจจธรรม มนุษย์ควรจะสละได้แม้แต่ชีวิตเพื่อให้ได้ "สัจจธรรม"

        แทนที่จะไม่ลุ่มหลง "ชีวิต" แล้วกลับทิ้ง "สัจจธรรม"ท่านเม่งจื้อ กล่าวว่า"เรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนเราก็คือ เกิดและตายนี่แหละ"

        ในสมัยโบราณ บรรดานักบุญและปราชญ์ทั้งหลาย เสาะแสวงหาพระวิสุทธิอาจารย์เพื่อขอรับการชี้แนะ เพราะท่านเหล่านั้น รู้ถึงความสำคัญอันใหญ่หลวงของวิถีธรรมด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เท่านพากันสละทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ทิ่งครอบครัวออกเดินทางไปสู่ขุนเขา เพื่อบำเพ็ญตนเองสร้างมหาทานบารมี ออกค้นหา พระวิสุทธิอาจารย์ ผู้ที่จะชี้ทางหลุดพ้นให้แก่ตนเอง

       *** เพราะการขอรับวิถีธรรม ก็เพื่อให้เราได้ศึกษาและรู้ถึงสัจจธรรมของชีวิต อันเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งของเราทุกคน ที่จะนำพาตัวเองขึ้นไปสู่ความเป็นนิรันดร***