ที่มา "ผัดไทย" คือ????

วันนี้เรามาทำความรู้จักเจ้าผัดไทยกันดีกว่าว่ามีที่มาได้อย่างไร

ชื่อเต็มนั้นเรียกว่า ก๋วยเตี๋ยวผัดไท แต่เราก็เรียกกันสั้นๆ ง่ายๆ ว่าผัดไทย เมื่อเดาจากชื่อแล้ว ในช่วงระยะเวลาที่ผัดไทยจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ เราเรียกว่า ประเทศสยามของเราว่าประเทศไทยนั่นเอง ทีนี้คงเดาได้ไม่ยากว่าเราเริ่มคิดค้นอาหารจานนี้เมื่อสมัยใด
ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เราต่างรู้กันดีว่า เป็นช่วงที่รัฐบาลปลุกระดม "ลัทธิชาตินิยม" ส่งเสริมให้คนไทยรักชาติ ดังคำขวัญที่เรามักได้ยินกันบ่อยครั้ง "รักเมืองไทย ชูชาติไทย" "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ"

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482  จอมพล ป.  ก็ให้เปลี่ยนชื่อ จาก ประเทศสยาม มาเป็น ประเทศไทย พอเปลี่ยนชื่อแล้วเราก็ต้องมีอะไรที่เป็นของตัวเองด้วย  จึงอยากคิดอาหารใหม่ขึ้นมาสักจานที่เป็นแบบฉบับของความเป็นไทยแท้ ไม่ลอกเลียนแบบใครประจวบกับช่วงหลังสงครามยุติลง และไทยต้องทำข้อตกลงกับอังกฤษหลายประการ หนึ่งในข้อตกลงเหล่านั้นคือต้องชดใช้ค่าเสียหายให้อังกฤษเป็นข้าวจำนวน 1.5 ล้านตัน ซึ่งสภาพการณ์ กำลังและกรรมวิธีการผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในเวลานั้น น่าจะเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการขาดแคลนข้าวที่จะบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องรณรงค์ให้ประชาชนหันมาบริโภคก๋วยเตี๋ยวซึ่งทำจากข้าวหักแทน ซึ่งไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดร้านก๋วยเตี๋ยวก็มีเยอะแยะไปหมดไม่ว่าจะร้าน รถเข็น หรือแม้แต่ทางเรือ ซึ่งเชื้อสายที่เป็นต้นตำรับก็คือคนจีน ที่ทั้งขยันและทำมาค้าขายเก่ง  จอมพล ป.  ต้องการอาหารที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยจึงเริ่มมองหาวัตถุดิบที่เป็นของไทยแท้ ผัดไทย จึงได้บังเกิดขึ้น แม้ว่าก๋วยเตี๋ยวจะเป็นอาหารจีน แต่ท่าน จอมพล ป.  ก็เลือกใช้ "เส้นจันท์"  ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะแก่การผัดในกระทะ และเส้นเหนียวกว่าเส้นเล็กปกติ

ส่วนประกอบผัดไทยนั้นประกอบด้วย กุ้งแห้ง (เพราะสมัยนั้นกุ้งหาง่าย) เต้าหู้เหลือง มะนาว (แทนน้ำส้ม) ใบกระเทียม หัวปลี  และถั่วงอก ซึ่งรัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนปลูกกินเองภายในครอบครัวร่วมกับผักสวนครัวอื่น ๆ ดังคำโฆษณาที่ว่า "เพาะถั่วงอกขายเพื่อนบ้านเท่านั้นหมดจน" ผัดไทยสูตรดั้งเดิมจะไม่มีหมูเป็นส่วนประกอบ เพราะหมูถูกมองว่าเป็นอาหารจีน คนไทยนั้นนานๆ ทีจึงกินหมู กินเฉพาะเวลางานฉลองสำคัญจึงฆ่าหมูมากินกัน

เมื่อได้อาหารจานใหม่ของประเทศไทยแล้ว ท่านจอมพล ป. จึงให้คำปราศรัยเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยหันมาบริโภคก๋วยเตี๋ยว เพื่อเป็นการแก้ไข เศรษฐกิจของชาติในตอนนั้น เพื่อจะได้มีเงินหมุนเวียนในประเทศ ดังคำกล่าวของท่าน จอมพล ป. ว่า
 

"อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วกัน เพราะก๋วยเตี๋ยว มีประโยชน์ต่อ ร่างกาย มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานพร้อม ทำเองได้ในประเทศไทย หาได้สะดวกและอร่อยด้วย หากพี่น้องชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยวคนละ หนึ่งชามทุกวัน วันหนึ่งจะมีคนกินก๋วยเตี๋ยวสิบแปดล้านชาม ตกลงวันหนึ่งค่าก๋วยเตี๋ยวของชาติไทยหนึ่งวันเท่ากับเก้าสิบล้านสตางค์เท่ากับเก้าแสนบาท เป็นจำนวนเงินหมุนเวียนมากพอใช้ เงินเก้าแสนบาทนั้น ก็จะไหลไปสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเลทั่วกันไม่ตกไปอยู่ในมือใครคนหนึ่งคนใดเพียงคนเดียว และเงินหนึ่งบาทก็มีราคาหนึ่งบาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เสมอ ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ไม่ได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ซึ่งเท่ากับไม่มีประโยขน์เต็มที่ในค่าของเงิน"

นอกจากนี้ยังได้ให้กรมประชาสัมพันธ์ ทำตำราก๋วยเตี๋ยวผัดไทยแจกด้วย

ด้วยนโยบายของรัฐบาล "ผัดไทย" ก็เริ่มกลายเป็นอาหารสำคัญขึ้นมาและมีชื่อเสียงในระดับสากล แพร่หลายไปทั่ว รวมทั้งมีการดัดแปลงสูตรไปในรูปแบบต่างๆ นานา เช่น ใส่กุ้งสด หรือการใช้น้ำมะขามเปียก เป็นต้น

ผัดไทยไม่ใช่อาหารธรรมดา เพราะเป็นอาหารที่แฝงไปด้วยแง่ของเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งยุคนั้น เมื่อคนหันมาบริโภคก๋วยเตี๋ยวผัดไทยมากขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการส่งออกข้าว ผักที่ใช้ก็เป็นผักที่ปลูกเอง เครื่องปรุงต่างๆก็หาง่าย แถมชื่อก็เป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็น ชาติไทย เมื่อเราทราบที่มาของอาหารจานนี้แล้ว จงภูมิใจเทอดที่เกิดเป็นไทย เมืองไทยยังมีสิ่งดีงามอีกมากมายที่สะท้อนถึงความเป็นชาติ เป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทย  และช่วยกันบอกกล่าวที่มาของอาหารจานนี้ ว่ามีคุณค่าขนาดไหนกับเศรษฐกิจและประเทศชาติในสมัยข้าวยากหมากแพง

อ้างอิงข้อมูลจาก : rueanthai2.lefora.com