ทำมัง...เพิ่งรู้ว่าใช้แทนกลิ่นแมงดา..(เจ).

  น้ำพริกแมลงดา หนึ่งเมนูยอดนิยมของคนไทย แต่แมลงดาตามธรรมชาติ เริ่มหายากมากขึ้น..พืชชนิดหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า ต้นทำมัง มาแทนแมลงดา เพราะพืชชนิดนี้ มีคุณสมบัติให้กลิ่นคล้ายกับแมลงดา..เพื่อตอบโจทย์กับผู้เข้ามาทานเจ..แล้วหากลิ่นมาแทนกลิ่นแมงดากัน... 

  สำหรับต้นทำมัง เป็นพืชยืนต้นขนาดกลาง ซึ่งมีขนาดลำต้นไม่ใหญ่มากนัก สามารถพบได้ในหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ระนอง นราธิวาส ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ในระยะหลังพบว่า มีการปลูกทำมังไว้ตามบ้าน เพื่อนำมาเป็นอาหารใส่ในน้ำพริก หรือ กินเป็นผักแกล้ม เครื่องเคียงกับอาหารอื่นๆ รสชาติของทำมัง ให้นึกถึงการกินวาซาบิ จะออกซ่า และจี๊ดขึ้นสมอง ซึ่งทำมังก็จะคล้ายกันอย่างนั้น แต่ไม่ได้ซ่า หรือ จี๊ดได้เท่ากับ เหมือนวาซิบิ...

ทำมัง..เป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นแมงดาอยู่ในสกุล Litseaวงศ์ Lauraceae ทำมังพบกระจายในเขตร้อนและ กึ่งร้อนของเอเชีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอเมริกา คนไทยเรียกต้นไม้ ที่มีกลิ่นแมงดาว่า ทำมังเหมือนกันหมด มีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์อยู่ใน ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตอนล่าง (อำเภอบางสะพานและ บางสะพานน้อย) ชุมพร สุราษฎร์ธานีลงไปจนถึงนราธิวาส ส่วนใหญ่จะขึ้น อยู่ตามที่ชื้นในหุบเขา ตามริมลำธาร ในป่าดงดิบจนถึงในป่าพรุ แต่ไม่ค่อย พบในป่าบนภูเขา
   ทำมังเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 30-44 เมตร ไม่ผลัดใบ เจริญเติบโตค่อนข้างช้ามีทรงพุ่มแบบ พีระมิดค่อนข้างโปร่ง เส้นผ่า- ศูนย์กลางที่โคนต้นประมาณ 30-40 เซนติเมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล จนถึงเทาและมีกลิ่นฉุน มีใบเป็นแบบใบเดี่ยว เรียงสลับหมุนเวียนรอบกิ่งใบกว้าง 3-9เซนติเมตร ยาว 6-20 เซนติเมตร ก้านใบเรียวยาว 1-2.5 เซนติเมตร แผ่นใบบางเป็นมันลักษณะใบคล้ายใบขนุน เส้นแขนงใบ 4-12 คู่ มองเห็นชัดเจนทางด้านท้องใบ (ด้านล่าง) ปลายใบทู่จนถึงแหลม บนใบมีต่อมน้ำมันและมีกลิ่นฉุน ใบแก่จะฉุนและเผ็ดมากกว่าใบอ่อน ผลมีรูปไข่ยาว 1เซนติเมตร เมื่อผลแก่มีสีน้ำตาลแดง ภายในผลมีเมล็ด เพียงเมล็ดเดียวต้นทำมังมีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมีย (dioecious tree) มีดอกแยกเพศ เนื้อไม้แข็งมีกลิ่นฉุน นิยมนำไม้มาทำสากและใช้ในการก่อสร้างทั่วไป ต้นที่มีขนาดใหญ่สามารถนำมาเลื่อยทำ
ไม้กระดานได้
    ตามรายงานการสำรวจพันธุ์ไม้ดังกล่าวพบว่า มีต้นทำมังอยู่ใน ประเทศไทย4 ชนิด มีลักษณะใกล้เคียงกันมากคือ
1. Litsea elliptica Boerl. มีชื่อพื้นเมือง ทำมัง มีมากที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี ลักษณะเด่นที่แตกต่างจากพันธุ์อื่นคือ ใบรูปมนรี (elliptic) ใบเล็กกว่าพันธุ์อื่น คือ ใบกว้าง 2-6.5 เซนติเมตร ยาว 6-14 เซนติเมตร มีเส้นแขนงใบ 5-8 คู่ ฐานใบไม่เท่ากัน กระพื้ไม้สีเหลืองอ่อน มีต้นขนาดใหญ่ กว่าชนิดอื่น สูงถึง 45 เมตร เส้นรอบวงโคนต้น 240 เซนติเมตร หรือเส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 เซนติเมตร มีก้านดอกสั้นมากเพียง 3มิลลิเมตร
2 Litsea leiantha Hook.f มีชื่อพื้นเมือง ทำมัง พบมากที่จังหวัด สุราษร์ธานี มีลักษณะเด่นคือ ใบค่อนข้างใหญ่ ฐานใบเท่ากัน เส้นแขนงใบ และเส้นตาข่ายเห็นชัดเจนทางด้านล่างของใบ และมีก้านดอกสั้น
3. Litsea petiolata Hook.f มีชื่อพื้นเมือง ทำมัง พบมากที่จังหวัดตรัง มีลักษณะเด่นคือ ก้านใบยาวเรียว ใบมีขนาดกลาง มีกลิ่นฉุนกว่าอย่างอื่น และเป็นชนิดที่มีคนรู้จักมากกว่าชนิดอื่น
4. Litsea resinosa Bl. มีชื่อพื้นเมือง ทำมังพอกรง พบมากที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะเด่นคือ มียางใสที่ใบ (resin) มีใบขนาดใหญ่ที่สุดคือกว้าง 4-9 เซนติ-เมตร ยาว 11-20 เซนติเมตร มีเส้นแขนงใบ 7-12 คู่ มีช่อดอก ยาวกว่าชนิดอื่นแต่มีลำต้นเล็ก กว่าชนิดอื่น คือสูง 30เมตร เส้นรอบวงโคนต้น 180 เซนติเมตรหรือเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 30เซนติเมตร ลำต้นมีเปลือกในสีแดง
  

สรรพคุณทางยา ช่วยขับลม แก้ท้องอืด

วิธีใช้ ใช้ใบสดกินเป็นผักเหนาะ หรือใส่ในแกงเผ็ด

ข้อควรรู้ นิยมปลูกตามบ้านเรือน เพราะถือว่าเป็นไม้มงคลมาแต่สมัยพุทธกาล...

      มีโอกาส..ลองหามาปลูกกันนะครับ..นอกจากเป็นไม้มงคลแล้ว..ใบยังนำมาใช้ประโยชน์หลากหลาย อีกด้วย...