จาก 3 แสนเป็น 30 ล้านใน 7 ปี ใครว่าทำไม่ได้

     การมีเงินหลักสิบล้าน อาจดูเป็นฝันที่เกินเอื้อมสำหรับใครหลายคน เพราะการก้าวสู่เส้นทางแห่งความมั่งคั่งย่อมต้องมีอุปสรรคมาขวางทางเสมอ แต่จากประสบการณ์ตรงของ คุณเทียนย้อย สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จะมาแชร์ให้เรารู้ว่าเพียงการเริ่มต้นด้วยเงินทุนแค่ 3 แสน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงิน 30 ล้านได้ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 7 ปีเท่านั้น เขาทำได้อย่างไร

จาก 300,000 เป็น 30,000,000 ใน 7 ปี โดย คุณเทียนย้อย

          ผมอยากเขียนเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ แชร์ประสบการณ์กับผู้ที่กำลังอยากเริ่มประกอบธุรกิจส่วนตัวที่ยังไม่รู้จะทำอะไร กล้า ๆ กลัว ๆ เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทำได้จริงไม่ต้องมโน ไม่ใช่สานต่อธุรกิจพ่อแม่ แต่ทำได้เอง อาจเป็นตัวเงินไม่มากสำหรับหลาย ๆ ท่าน แต่มันมากสำหรับผม เริ่มเลยนะครับ 

ก้าวที่ 1 สู่ความล้มเหลว

          ระหว่างทางผมขับรถไปส่งของให้ที่บ้าน เห็นตึกแพลตินั่มเปิดจองทำเล ผมจึงเข้าไปทำเรื่องขอเช่า ผ่านไปสองเดือนอีกไม่กี่วันก็จะเปิดตึกละ จึงแวะเข้าไปถาม สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอก น้องไม่เคยมีหน้าร้านขายจึงไม่มีสิทธิ์ ผมก็หมดหวัง แต่ผมก็อ้อนวอน เจ้าหน้าที่เห็นว่าเหลืออยู่แค่ 4 ห้องที่ทำเลไม่สวย เลยถามน้องจะเอาไหม สรุปผมก็ได้มา 1 ห้อง (นี่ล่ะครับดาวนำโชคดวงที่หนึ่ง คือ คุณได้ทำเลทองก็มีชัยไปกว่าครึ่ง)

          พอได้ปุ๊บงานเข้า ใครจะช่วยทำ ผมจึงไปชวนให้พี่สาวลาออกจากงานประจำ แล้วให้ความหวังเข้าสุดฤทธิ์ว่ามันจะเวิร์ก พี่สาวผมก็ร้องไห้ แล้วบอกว่าออกมาแล้วอย่าทิ้งกันนะ ผมก็บอกแน่นอน แต่ในใจผมยังไม่รู้จะเป็นไงเลย (คุณต้องมีหุ้นส่วนที่ความคิดพร้อมจะไปกับคุณ)

          คำถามยอดฮิต แล้วผมจะขายอะไร ผมยังไม่รู้เลยจะขายอะไร มีเวลาอีก 30 วัน ผมจึงไปเปิดหนังสือเส้นทางเศรษฐีในมติชน จนไปเจอคอร์สสอนทำรองเท้า ผมจึงใช้เวลา 30 วันไปเรียนตัดรองเท้า ส่วนพี่สาวผมให้ไปเรียนตัดเย็บเสื้อยืด พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าจะเกิดไรขึ้น (ไม่มีการวางแผน แล้วไปตายเอาดาบหน้า คือความผิดมหันต์ตั้งแต่แรก)

          สุดท้ายผมได้ออกมาเปิดโรงงานทำรองเท้าแตะ พนักงานสามคน (ทาวน์เฮ้าส์เล็ก ๆ) ผมต้องวิ่งวุ่นไปซื้อวัตถุดิบ แล้วกลับมาทำ แล้วไปส่งเข้าร้าน แถมต้องเฝ้าร้านอีก ชีวิตบัดซบมาก ชีวิตผมช่วงนั้น Loss in decade ไม่ได้เจอใครเลย (ถ้าคุณเป็นศูนย์กลางของการทำทุกสิ่ง คุณก็เตรียมตัวตายไปกับงานเลย)

          ส่วนพี่สาวผมก็ไปจ้างเพื่อนเขาตัดเย็บ สกรีนแล้วออกแบบลายไทย เพราะน่าจะขายลูกค้าต่างชาติได้ โดยช่วงนั้นพี่สาวผมก็จะเฝ้าหน้าร้านเป็นหลัก เชื่อไหมครับว่าเดือนหนึ่งขายรองเท้าแตะได้วันละ 400 เสื้อวันละ 2,000 คิดเอาครับจะรอดไหม (ถ้าคุณทำในสิ่งที่ไม่ถนัด มันจะออกมาเป็นขยะเต็มร้าน)

          ผมฝืนแบบนี้มา 1 ปี ใครบอกว่าเป็นเจ้านายตัวเองมันสบาย ขอบอกบัดซบมาก ๆ บางวันขายได้วันละ 49 บาท รองเท้าแตะหนึ่งคู่ ผมกลับมานั่งคิดวางแผนใหม่ว่าไม่ใช่ละ (ผมเริ่มวางแผนละ) กว่าจะเริ่มวางตอนนั้นขาดทุนไปละ 5 แสน ผมจึงต้องประกาศปิดโรงงานทำรองเท้าแตะ พร้อมต้อง Lay Off พนักงานทั้งหมด แต่เสื้อยืดลายไทยยังขายต่อไป (ถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณอยากทำแต่ตลาดไม่ได้ต้องการ คุณก็จะได้ใช้มันเพียงคนเดียว)

          ผมจึงเริ่มไปโบ๊เบ๊ สำเพ็ง โรงเกลือ นำสินค้ามาขาย เปลี่ยนสินค้าไปกว่าสิบชนิด เช่น รองเท้าส้นสูง กระเป๋า เสื้อยืด เข็มขัด กางเกง ร้องเท้าผ้าใบ โดยสต็อกบางส่วนก็เก็บไว้ที่โรงงานที่ยุบไป ก็เริ่มกลับมาขายได้แค่อยู่ไปวัน ๆ (ถ้าคุณขายสินค้าที่หาได้เหมือนกันทุก ๆ ที่ ไม่มีความแตกต่าง คุณก็จะแค่อยู่ได้) 

          ช่วงนั้นผมก็มีเวลามาอยู่หน้าร้าน แล้วเริ่มจ้างเด็กมาขายหน้าร้าน เพราะเริ่มอยู่ตัว แต่ไม่มีกำไร วัน ๆ ขายได้วันละ 5,000-6,000 ผมเคยคิด คนอื่นเขาขายไงหว่า วันละแสน เชื่อไหมผมคิดไม่ออกเลย เพราะแค่หมื่นผมยังไม่เคยสัมผัส ชีวิตเหมือนจะราบเรียบ จนวันนึงผมแวะกลับไปเอาสต็อกที่โรงงาน เชื่อไหม ไม่เหลือสินค้าใด ๆ ในโรงงานเลย ผมโดนยกเค้าจากเด็กขี้ยาแถวนั้น ของหายหมด สายไฟ เครื่องเย็บจักร หมด หมด หมด ชีวิตดับสูญ
          วันนั้นจึงได้มีโอกาสคุยกับพ่อ ถึงตอนนี้จะขาดทุนไปแล้วกว่า 7 แสนแต่ลูกได้พยายามละ (กำลังใจจากรอบข้างคือส่วนนึงที่คุณต้องมี)


จุดเปลี่ยนผัน PART 2

          ช่วงนั้นเข้าสู่ปีที่ 3 ตึกแพลทินั่มเข้าสู่ช่วงพีคสุด ๆ ราคาห้องเช่าช่วงนั้นถูกปั่นกระจายจากนายหน้า ราคาห้องชั้น 1 ขายขาดที่ 15-20 ล้าน แต่ขายเปลี่ยนมือได้ถึงราคา 40-50 ล้าน (ถ้าย้อนเวลาได้จะไปซื้อไว้สัก 3 ห้อง แหม ๆ 1 ล้านยังไม่มีเลย) ห้องที่ผมอยู่ชั้น 4 เป็นห้องที่เช่าโดยตรง เชื่อไหมมีคนมาขอเซ้งต่อห้องผมที่ 1,000,000 บาท ผมแทบไม่อยากเชื่อ ผมเช่ามาฟรีแต่ขายได้ราคาขนาดนี้ ถ้าผมขายจากขาดทุน 7 แสน จะกลับมากำไร 3 แสน ผมคุยกับพี่สาวเราจะขายไหม (ความมุ่งมั่นคือหนทางแห่งชัยชนะ)

          ช่วงเวลานั้นมีร้านค้าย้ายมาใหม่ ผมก็ใจจดจ่อว่าใครจะมา แล้วขายอะไร สุดท้ายมันคือร้านเสื้อยืด (ดาวนำโชคดวงที่สอง) ร้านเขาย้ายมาจากจุตจักร แล้วมาเปิดสาขาเพิ่มที่ประตูน้ำ เชื่อไหมร้านเขาขายดีมาก ๆ ขนาดที่ว่าลูกค้าเดินผ่านแล้วยังต้องคอหักกลับมาดู นั่นละคือจุดเปลี่ยนของชีวิตผม ผมเจอแล้วสินค้าในตำนาน สินค้าเสื้อยืด แต่ทำไมมันช่างขายดี (คู่แข่งคือตัวที่ทำให้คุณต้องปรับตัวตลอดเวลา)

          ผมมานั่งวิเคราะห์ว่าทำไมเสื้อยืดเหมือนกันแต่จึงมีความแตกต่าง วันนั้นผมจึงได้เข้าใจว่าเสื้อยืดแบ่งประเภทย่อย ๆ ได้อีก (คุณต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงตัวผลิตภัณฑ์ที่คุณจะขาย)

          หลังจากนั้นผมจึงไปค้นหาว่าที่ใดในประเทศไทยขายสินค้าประเภทนี้ ผมไปหาที่โบ๊เบ๊ สำเพ็ง เชียงใหม่ โรงเกลือ จนผมมาพบที่จตุจักร มีเป็น 30 ร้านค้า เราไปอยู่บนที่ใดบนโลกใบนี้ตั้งนาน (ถ้าคุณจะขายสินค้าใด คุณต้องรู้จักคู่แข่งคุณให้ทั่วทิศ)

          ผมจะต้องทำไงกับสินค้าที่ตายในร้าน ผมจึงเริ่มขายเหมาได้กลับมา 30% ขาดทุนกระจาย บางส่วนขายไม่ได้ก็เอาบริจาคหมด (ทุนยังไงก็ยังสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง)

          ผมขอบอกเลย ณ จุดนี้ผมเลว ผมหน้าด้าน ผมไร้จรรยาบรรณ ผมเริ่มไปเอาสินค้าจากจตุจักรมาขาย (หลายคนอาจบอกว่าไร้จรรยาบรรณตรงไหน แค่คุณตั้งใจก๊อปร้านที่คุณขายแถวเดียวกันก็ผิดละ) ผมต้องขอขอบคุณร้าน BITMAP ผมขอให้เป็นอาจารย์ผม และเป็นร้านเดียวที่ผมก๊อปแนวคิด (ถ้าคุณไม่ใช่สตีฟ จ๊อบส์ คุณไม่ต้องไปคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขอให้คุณหาสินค้าที่ขายดีแล้วหาจุดต่าง)

          หลังจากนั้นเจ้าของร้าน BITMAP มายืนด่าผมหน้าร้านว่าหน้าด้าน แต่ผมได้ทำไปแล้ว แต่เชื่อไหมตอนนั้นผมก็ขายดีแต่ไม่กำไร ผมรับมา 100 ก็ขายส่ง 100 ขาดทุนค่าเดินทางไปเอาอีก (ถ้าคุณจะรวยต้องมีลูกค้าส่ง)

          หลังจากนั้นผมก็เริ่มไปเอาของไม่ได้ละ เพราะร้านที่ผมไปเอาที่จตุจักรเป็นกลุ่มเพื่อนเดียวกันกับ BITMAP ผมจึงต้องไปหาร้านอื่นในจตุจักร แต่ก็เอามาขายเริ่มไม่ดีเท่าเพราะสวยไม่สู้ แล้วผมจะทำไงต่อ ผมจึงต้องเริ่มทำเอง ผมจะกลับไปใช้โรงตัดเย็บที่เก่าก็ไม่ได้ เพราะระบบยังไม่ใช่ผู้ชำนาญ ผมจึงเปลี่ยนทั้งระบบ (ระบบผู้ผลิตที่ดีจะทำให้สินค้าคุณมีคุณภาพ) ผมจึงเริ่มรุก

 


กบกระโดด PART 3
          
          ทำไมผมผลิตเองแล้วยังขายไม่ดี ทั้ง ๆ ที่ผมก็เจอสูตรสำเร็จแล้วนิ (ถ้าคุณขายสินค้า ที่ไม่ได้สำรวจความต้องการจากลูกค้า ก็เป็นแค่ความอยากของคุณเอง)

          หลังจากนั้นผมจึงมองเสื้อของผู้ชายทุกคนที่เดินผ่านผม จนกลายว่าผมเป็นคนโรคจิตไประยะหนึ่ง (สำรวจ สำรวจ สำรวจ กลุ่มลูกค้า)

          ผมจึงกลับมาถามตัวเองว่า ผมขายอะไร ผมขายใคร ทำไมลูกค้าต้องมาซื้อผม ทำไมลูกค้าจึงจะเปลี่ยนใจมาจากเจ้าอื่น ทำไมลูกค้าจึงจะซื้อซ้ำ (ตั้งคำถามเยอะ ๆ แล้วต้องตอบด้วยตัวเองให้ได้)

          ผมคงจบแค่ตรงนี้ ที่มีกำไรหลักหมื่น ไม่ขาดทุนแล้ว Happy Ending เพราะผมก็ชอบอะไรสบาย ๆ Comfort Zone วันหนึ่งพี่พัน (ดาวนำโชคดวงที่ 3) เพื่อนที่เคยเจอช่วงเรียนรองเท้ามาหาที่ร้าน แกเป็นเจ้าของร้านตัดผม (แกเป็นเกย์ควีน) ผมก็ชวนแกมาทำเสื้อร่วมกัน ผมจึงเปิดสาขา 2 (พันธมิตรที่ดีช่วยส่งเสริมให้คุณโตเร็ว)

          พอผมเปิดสาขา 2 สักพัก ผมได้ออร์เดอร์จากดูไบ (ดาวนำโชคดวงที่4) ออร์เดอร์ 12,000 ตัว คิดเป็นเงิน 1,000,000 ผมโชคดีโคตร ๆ กำลังจะรวยแล้ว แต่ปัญหาผมมีเงิน 500,000 บาท จะไปทำออร์เดอร์ 1 ล้านได้ไง ผมจึงขอเก็บมัดจำ 30% แล้วเอาไปค้ำประกันกับร้านผ้า (เครดิตที่ดีจะช่วยให้คุณจับเสือมือเปล่าได้)

          หลังจากนั้นผมกับพี่พันฮึกเหิมมาก จนขยายไปเปิดร้านสาขา 3 สาขา 4 สาขา 5 สาขา 6 ในแพลตินั่มในเวลา 1 ปี ช่วงนั้นโตเร็วสุด ๆ เงินล้าน 2 ล้าน 3 ล้าน 4 ล้าน มาจนนับไม่ทัน ในขณะนั้นมีร้านเสื้อผู้ชายแค่ 30 ร้านค้า (โอกาสมาแล้วต้องตีให้แตก)

ช่วงไว้อาลัย PART 4

          หลังจากนั้นผมมีความเห็นพ้องกับพี่พันว่า โตแล้วต้องแตก แต่ในช่วงนั้นพี่พันแกไม่มีทุน ผมจึงต้องสนับสนุนแกเรื่องเงินทุน จึงให้แกยืมไป 2 ล้านบาท (โตแล้วต้องแตกเพื่อลดปัญหา แล้วขยายอิสระ)

          หลังจากนั้น 1 ปี พี่พันแกไปเปิดสาขาใน กทม. ภาคกลาง ภาคตะวันออก เป็นจำนวน 25 สาขา ภายใต้แบรนด์ Chada (ดอชะฎา) ยอดขาย 12 ล้านต่อเดือน (ขณะนั้นยังไม่มี Uniqlo H&M) ส่วนผมไปเปิดที่มาบุญครอง กรุงทอง 1 จตุจักร เจเจมอลล์ เจ๊งหมด (ถ้าคุณไม่มีทีมงานที่พร้อม อย่าเพิ่งขยาย)

          ร้านที่แพลตินัมผมกำลังจากตาย เนื่องจากยอดขายรอบนอก 25 สาขา กำลังทำลายจุดศูนย์กลาง ผมจึงคุยกับพี่พันตรง ๆ ว่าผมขอสิทธิในแพลตินัม 6 สาขา แล้วอีก 25 สาขาพี่ดูแลไป (ผมกำลังจะตายต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด)

          ผ่านไป 2 ปี พี่พันล้มละลาย พร้อมหนี้สิน 5 ล้าน แล้วก็ไม่สบายจากโลกนี้ไป ผมจึงอโหสิกรรมหนี้ทั้งหมด แต่แกได้ทิ้งวิชาไว้ให้ รวมถึงผลิตภัณฑ์เสื้อชิ้นพิเศษ (ดาวนำโชคดวงที่ 5) ที่ทำเงินให้ผมอีก 10 ล้าน

พี่พันคืออาจารย์อีกคนที่สอนให้ผมรู้จักการทำธุรกิจ ผมไม่เคยลืมบุญคุณคนที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้ 

1. พ่อแม่พี่สาว

2. คู่แข่ง BITMAP สักวันต้องตอบแทน

3. พี่พัน ขออโหสิกรรมหนี้สินให้ทั้งหมด 

4. ทีมงาน

5. ลูกค้า

หลักข้อคิดที่ได้จนทำให้พบกับคำว่ากำไร

- ให้ผลิตในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ที่คุณต้องการทำ

- สำรวจ สำรวจ สำรวจ ความต้องการลูกค้า และคุ่แข่งเสมอ

- คู่แข่งจะทำให้คุณพัฒนา

- เวลาขายไม่ดี อย่าโทษตลาดให้ดูปัญหาจากตัวเอง ให้โทษตัวเองว่าเราได้ปรับปรุงหรือยัง

- ถ้าคุณจะรวยได้ต้องมีลูกค้าส่ง เพราะจะมีแรงขยันอีก 10 มือ

- คุณต้องสร้างระบบที่ดี แล้วจะเพิ่มศักยภาพ

- จงรักษา credit

- ถ้าคุณหยุด เท่ากลับถอยหลังให้คู่แข่ง

ปลง ปล่อยวาง ไร้พลัง PART 5 (บทสรุป)

          ช่วงธุรกิจที่ 6 ช่วงนั้นยังเป็นช่วงกอบโกย ลูกค้าที่ปลีก-ส่ง ต้องยืนรอต่อแถวเอาสินค้า จะไม่ขายดีได้ไง มีร้านเสื้อผู้ชายประมาณ 50 ร้านค้า แล้วสินค้าผมโคตรโดนตลาด (สินค้าที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วมันคือเพชร)

         เย็นวันหนึ่งระหว่างขาย ผมยืนไม่ได้ ผมต้องนอนไปที่พื้นของร้าน ผมไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อไปทั้งตัว สรุปผมเป็นไวรัสบีตับอักเสบขั้นรุนแรง ผมใช้เวลารักษาอยู่ 6 เดือน ระหว่างนั้นผมไม่มีกำลังใจทำ ไม่มีแรงอยากจะคิด ผมบอกตัวเองขอย้อนกลับไปวันที่มี 3 แสน แล้วสุขภาพกลับมาแข็งแรง ผมกำลังกลัวตาย (สุขภาพสำคัญกว่าเงิน)

          ช่วงนั้นผมจึงลดเหลือ 4 สาขา ผมหมดไฟ ไร้พลังต่อสู้ แต่ความซวยที่ยิ่งใหญ่กำลังมาเยือน แพลตินั่มเปิดตึกสอง แล้วให้ลูกค้าที่ขายรองเท้า กระเป๋า เครื่องหนังย้ายไปตึกใหม่ทั้งหมด ด้วยสัญชาตญาณที่ช่ำชองในแพลตินัม ผมรู้ละ หายนะกำลังมาเยือน (คู่แข่งที่ไม่ต้อนรับกำลังมา)

          ห้องในแพลตินั่ม ชั้น 3-4 ว่าง 300-400 ห้อง เกิดการถ่ายเท เกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ แพลตินั่มจะทำชั้น 4 ให้เป็นชั้นเสื้อผู้ชาย หมายถึงว่า จากคู่แข่ง 50 ร้านค้า จะกลายเป็น 400 ร้านค้าในทันที (เสือหลับกำลังจะตื่น)

          ผมรู้ละว่าอะไรจะเกิดในช่วงถ่ายเท ในช่วงปีที่ 8-9 ผมจึงตักตวงความสุขสุดท้าย ก่อนที่ตลาดจะเป็น RED OCEAN ตลาดที่แข่งแต่ราคา หาความต่างลำบาก (สินค้าที่ทำถ้าไม่มี Barrier of entry ก็ต้องตายจาก) ขอบทุกทุกท่านที่เสียสละเวลาอ่าน ติดตาม หวังว่าจะได้อะไรบ้างนะครับ

 

 

รูปภาพและข้อมูล