Heatstroke ภัยร้ายในหน้าร้อน

         ฮีทสโตรค (Heatstroke) เป็นภาวะเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิให้ลดลงได้ และก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบอวัยวะภายในอย่างรุนแรง เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากมีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงมาก บุคคลที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ทหารเกณฑ์ ผู้ที่เข้ารับการฝึกทางทหารโดยปราศจากการเตรียมตัว นักกีฬาสมัครเล่น เด็ก คนอดนอน คนดื่มเหล้าจัด ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น เป็นต้น นอกจากนี้อาการดังกล่าวยังอาจจะเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงภายในบ้านของคุณได้อีกด้วย

         ในผู้ป่วยที่เป็น ฮีทสโตรค มักมีอาการสามอย่างร่วมกัน คือ มีไข้สูง (อุณหภูมิแกนสูงกว่า 40.5oC), ระบบประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ และไม่มีเหงื่อออกในผู้ป่วยที่มีไข้สูง และมีการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ เช่น เป็นลม, กระวนกระวาย, พฤติกรรมผิดปกติ, ก้าวร้าว, ประสาทหลอน หรือหมดสติ cerebellum เป็นสมองส่วนที่ไวมากต่อความร้อน จึงอาจพบอาการโซเซ (ataxia)ในระยะเริ่มแรก และหากมีอาการรุนแรง บางรายอาจมีอาการหมดสติร่วมด้วย
          การมีเหงื่อหรือไม่มีเหงื่อเป็นข้อแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งระหว่าง ฮีทสโตรค และ ภาวะฉุกเฉินจากความร้อนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การมีเหงื่อออก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช่อาการของภาวะ ฮีทสโตรค ผู้ที่ป่วยในระยะเริ่มมีอาการ มักจะมีเหงื่อออกมาก จนในที่สุดก็จะถึงภาวะไร้เหงื่อซึ่งเกิดจากต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ เมื่อมีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยเป็น ฮีทสโตรค ต้องพยายามลดอุณหภูมิกายของผู้ป่วยให้เร็วที่สุดด้วยวิธีการที่พอจะทำได้ ก่อนจะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

         การรักษาพยาบาลในเบื้องต้นคือ การลดอุณหภูมิของร่างกายอย่างรวดเร็วให้ลงมาอยู่ที่ 40 oC ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการใช้วิธีทางกายภาพ ในกรณีที่ยาลดไข้ใช้ไม่ได้ผล ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการช็อตคลื่นไฟฟ้าหรือการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ถ้าผู้ป่วยมีอาการหมดสติ ไม่ควรทำการสวนล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำแข็ง การล้างช่องเยื่อบุท้องด้วยน้ำแข็งในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ หรือเคยได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อน วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ใช้วิธีการทำให้เย็นโดยอาศัยการระเหยของน้ำเป็นอย่างแรก วิธีการดังกล่าวนี้ เป็นวิธีการที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด ได้ผลดีและไม่ทำให้เกิดอาการลุกลาม สามารถลดความเย็นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ควรประคบห่อน้ำแข็งไว้ในบริเวณซอกง่ามขาและรักแร้ด้วย

         การล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำแข็งอาจทำได้อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยที่ใส่ท่อหลอดลมแล้ว การทำให้เย็นด้วยการล้างช่องเยื่อบุท้องด้วยน้ำแข็งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผลและทำให้ส่วนกลางของร่างกายเย็นลงอย่างรวดเร็ว การแช่ผู้ป่วยในน้ำผสมน้ำแข็งควรทำในสภาวะที่มีอัตราการระเหยของน้ำในระดับต่ำ ส่วนการทำให้เย็นโดยอาศัยการระเหยของน้ำทำได้ด้วยการถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออกให้หมด แล้วเช็ดตัวผู้ป่วยให้ทั่วด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือใช้กระบอกพ่นละอองน้ำพรมให้ทั่วตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจใช้ กระบอกพลาสติกเช่นเดียวกับการพรมน้ำเสื้อผ้าเพื่อเตรียมรีด ตั้งพัดลมให้เป่าที่ตัวผู้ป่วยโดยตรงตลอดเวลา อย่าปกคลุมตัวผู้ป่วยด้วยผ้าแล้วทำให้เปียก เนื่องจากจะขัดขวางการระเหยของน้ำจากผิวหนังของผู้ป่วย

ภาวะแทรกซ้อนจาก ฮีทสโตรค ในผู้ป่วยที่มีระบบหัวใจและหลอดเลือดที่สภาพปกติ การได้รับความเครียดจากความร้อนก่อให้เกิดการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้น ผู้ประสบภาวะ ฮีทสโตรค มักมีสัญญาณชีพที่สูง อาจพบภาวะหัวใจวาย, ปอดบวมน้ำ ประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือดลดลง แม้ในผู้ป่วยที่อายุน้อยและมีสุขภาพดีมาก่อนก็ตาม

                     จะเห็นได้ว่าอาการของ ฮีทสโตรค นั้น มีความรุนแรงจนอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับอากาศที่ร้อนจัดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นกับร่างกายของเรา นอกเหนือจากการปกป้องผิวหนังจากแสงแดดโดยการทาโลชั่นหรือครีมกันแดด การลดความร้อนสะสมในร่างกายก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ๆมีแสงแดดจ้าเป็นเวลานาน, ติดฟิล์มรถยนต์ที่มีการป้องกันความร้อนจากรังสี UV, การระบายความร้อนภายในบ้านและที่อยู่อาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก, การลดอุณหภูมิภายในร่างกายด้วยการดื่มน้ำบ่อยๆ รวมไปถึงการเฝ้าระวังบุตรหลานจากเปลวแดดในช่วงกลางวัน ส่วนอาการฮีตสโตรคในสัตว์เลี้ยงนั้น คุณ สามารถขอคำแนะนำหรือรับคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ใกล้บ้าน

              ด้วยวิธีการง่ายๆเหล่านี้ จะสามารถช่วยปกป้องคุณและครอบครัวจากภัยร้ายที่มากับหน้าร้อนได้ เพื่อให้ทุกๆท่านเที่ยวสงกรานต์กันอย่างสุขกายสบายจิต และอย่าลืมตรวจสอบสภาพรถและคนขับก่อนออกจากบ้านด้วยนะคร้าบ

 “เมาไม่ขับ หลับอยู่บ้านสบายใจ”

ข้อมูลประกอบจาก "ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี" มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี